วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554

Umm

     การเดินทางกลับบ้านเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาหลังการสอบที่ยาวนาน ผมได้มีโอกาสมองดูความเป็นไปในโลกรอบๆตัวอีกครั้งหลังจากที่ต้องคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือทำรายงานอย่างเอาเป็นเอาตามมาพักหนึ่ง นานเท่าไหร่แล้วที่ผมไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้เดินฝ่าสายหมอก นานมากจริงๆ ความเหนื่อยหน้าจากการเรียนที่ผ่านมาทำให้การกลับบ้านครั้งนี้ของผมมีความหมายมากมายกว่าทุกครั้ง กลับไปเพื่อพักผ่อน กลับไปเพื่อเริ่มต้นคิดสิ่งใหม่ๆ และกลับไปเพื่อเจอแม่ของผม

     เมื่อรถโดยสารประจำทาง สายราชสีมา-บ้านแพงถึงจุดหมายที่ตลาดสดประจำอำเภอในตอนหกโมงเช้า ผมลงจากรถเพื่อรอแม่มารับ ในระหว่างที่รอนั้นผมก็ไม่พลาดที่จะเดินสำรวจตลาดที่ผมคุ้นเคย ข้าวจี่สูตรประจำอำเภอที่เคยซื้อกินก่อนไปโรงเรียนสมัยมัธยม ปาท่องโก่เจ้าประจำยังขายอยู่ข้างร้านขายยาร้านเดิมเมื่อสี่ปีก่อน แม้ร้านรวงต่างๆจะเปลี่ยนไปมามายเพียงใดแต่เสน่ห์ของตลาดสดที่นี่ก็ยังคงอยู่ กลิ่นของผักสด กลิ่นเนื้อสดที่มาจากเขียงหมูที่กำลังแร่เนื้อขายกันอยู่ข้างหน้า เสียงของผู้คนที่ตังอืออึงเพื่อต่อราคา เป็นเสน่ห์ที่หาไมได้จากห้างสรรพสินค้าใหญ่โตที่ผมมักไป บรรยากาศแบบนี้ ในตลาดสดยามเช้าแบบนี้ สำหรับผมแล้วมันถือเป็นการท่องเที่ยวอย่างหนึ่งไปเลย ถึงแม้บรรยากาศของจะยังมีกลิ่นไอของอดีตอยู่แต่ถ้าสังเกตดีๆตลาดสดประจำอำเภอของผมก็เปลี่ยนไปมากอยู่เหมือนกัน

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

Phamacogenomics

clip_image002ERCC1 and BRCA1 mRNA expression levels in metastatic malignant effusions is associated with chemosensitivity to cisplatin and/or docetaxel

        เป็นที่ทราบกันดีว่ายาที่ใช้รักษามะเร็งมีผลกระทบที่หลายหลายของยาต่อผู้ป่วย ตัวยาส่วนใหญ่มักส่งผลในแง่ลบอย่างรุนแรงเนื่องจากมีความเป็นพิษสูง นอกจากนี้ในการรักษามักใช้ตัวยาหลายชนิดที่มีกลไกทำลายเซลล์มะเร็งที่แตกต่างกันร่วมกันในการรักษา กลไกที่หลากหลายนี้สามารถส่งผลข้างเคียงร้ายแรงต่อผู้ป่วยจนนำไปสู่การเสียชีวิต อย่างไรก็ตามหากแพทย์สามารถคาดการณ์หาปริมาณยาที่เหมาะสมเพื่อให้ใช้ยาได้มากสุดแต่ส่งผลน้อยสุดต่อผู้ป่วย ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการรักษาโดยรวมมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เทคโนโลยีที่มักนำมาใช้เพิ่มความสาสมารถด้านนี้ได้แก่ phamacogenomic โดยนำมาประยุกต์ใช้ติดตามการตอบสนองของเซลล์มะเร็งต่อยาที่รักษา หากมีการดื้อยาเกิดขึ้นแพทย์สามารถเปลี่ยนตัวยาได้อย่างรวดเร็วรวมไปถึงสามารถติดตามปริมาณยาที่ใช้ว่าส่งผลต่อเซลล์มะเร็งได้มากน้อยเพียงใดเพื่อคำนวณเพิ่มลดปริมาณยาที่ใช้ในการรักษาได้ การติดตามผลของยาต่อเซลล์มะเร็งที่มีการรักษานั้นจำเป็นต้องอาศัย biomarker ที่จำเพาะต่อยาที่ใช้รักษาและบอกระยะของมะเร็งได้ ในรายงานวิจัยชิ้นนี้มีความสนใจศึกษาปริมาณการแสดงออกยีน excision repair cross-complementing group 1 gene (ERCC1) เป็นยีนที่เคยมีรายงานว่ามีปริมาณการแสดงที่สูงเมื่อร่างกายต้านการรักษาด้วยยาในกลุ่ม platinum-based chemotherapy และยีน breast cancer susceptibility gene 1 (BRCA1) มีการศึกษากาษาในระดับ พรีคลินิก และระดับคลินิก พบว่ายีนระดับการแสดงออกของยีน BRAC1 ขึ้นกับประสิทธิภาพของยา cisplatin and taxanes ในการทำลายเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตามการศึกษาเกี่ยวกับยีนทั้งสองเฉพาะในระยะ primary tumer เท่านั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงสนใจศึกษาความสัมพันธ์ของระดับการแสดงออกของยีนทั้งสองในมะเร็งระยะ metastasis ต่อการรักษาด้วยยา cisplatin ว่ามีประสิทธิภาพมากพอที่จะนำมาใช้เป็น biomarker ในการติดตามการรักษาโรคมะเร็งในอนาคตได้หรือไม่

       การทดลองเริ่มต้นจากการเก็บตัวอย่างของเซลล์มะเร็ง (State IV malignant ) จากผู้ป่วย 46 ราย แบ่งเป็น gastric cancer 21 ตัวอย่าง NSCLC 20 ตัวอย่าง gynecological 5 ตัวอย่าง นำเซลล์ที่เก็บและผ่านการคัดเลือกมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ จากนั้นทดสองด้วยยา cisplatin ที่ความเข้มข้น 0.234, 0.475, 0.95, 1.9, 3.8, และ 7.6 μg·ml-1 และ docetaxel ความเข้มข้น 0.288, 0.575, 1.15, 2.3, 4.6, และ 9.2 μg·ml-1 เป็นเวลาหกวัน หลังจากนั้นนำเซลล์แต่ละตัวอย่างมาสกัด mRNA ทำ RT-PCR และวัดปริมาณการแสดงออกของยีน BRCA1 และ ERCC1 ด้วยเทคนิค Realtime-PCR นำผลการทดลองมาคำนวณหาความสัมพันธ์ของระดับยา cisplatol และ docetaxel ต่อการแสดงออกของ ยีน BRCA1 และ ERCC1

       ผลการศึกษาพบว่า BRCA1 และ ERCC1 มีแนวโน้มการแสดงออกเพิ่มมากขึ้นตามปริมาณ cisplatin ที่ใช้ทดสอบ และยีนทั้งสองยังมีแนวโน้มลดลงเมื่อเพิ่มความเข้มข้นของยา docetaxel สูงขึ้น ข้อมูลจากการศึกษาในครั้งนี้เป็นรายงานชิ้นแรกที่ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างระดับการแสดงออกของยีน BRCA1 และ ERCC1 ในการศึกษาภายนอกร่างกายของมะเร็งระยะ metastasis ที่มีผลมาจากยา cisplatin และ docetaxel ผลจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า cisplatin ซึ่งเป็นยาที่มีกลไกทำลายมะเร็งโดยการเข้าจับกับเบสในดีเอ็นเอ เพื่อให้ดีเอ็นเอเกิดความเสียหายจนทำให้เซลล์มะเร็งเกิด apoptosis สามารถกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งมีการแสดงของยีน ERCC1 เพื่อให้เกิดการซ่อมแซมดีเอ็นเอ การแสดงออกของยีน ERCC1 ที่มากขึ้นจะทำให้เซลล์มะเร็งต้านการรักษาด้วยยา cisplatin ได้ หากสามารถติดตามระดับของ ERCC1 จะสามารถบ่งชี้ระดับการต้านยาของเซลล์มะเร็งเพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนปริมาณยาและชนิดของยาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ cisplatin ยังเพิ่มการแสดงออกยีน BRCA1 ซึ่งเป็นยีนที่จะแสดงออกเมื่อเซลล์มะเร็งถูกทำลายเป็นการแสดงประสิทธิภาพของยาในการรักษา อย่างไรก็ตามผลของยา docetaxel ที่สงผลต่อยีนทั้งสองยังไม่สามารถอธิบายได้ในการทดลองครั้งนี้เพียงแต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าระดับของยามีความสัมพันธ์ต่อการแสดงออกของยีนทั้งสอง

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

อยากเขียนบทความ

วันนี้เดินมาจากคณะหลังจากที่รู้ว่าไม่ได้เรียนวิชา ชีววิทยาของมะเร็งก็เกิดความรู้สึกบางอย่าง ความรู้สึกที่อยากให้เขียนบทความขึ้นมา เหมือนมันจะมีอยู่ในตัวผมมานานแล้วไอ้ความรู้สึกที่ว่านี้ แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้มันถึงได้ส่งผลอย่างรุนแรงขนาดนี้ ผมก็เลยสนองความอยากนั้นซะ (พูดส่อนะเนี่ย 555) โดยการเดินทางกลับหอทันที แต่แล้วเรื่องพลิกผันก็เกิดขึ้นในขณะที่ผมกำลังจะเดินไปถึงทางเชื่อมระหว่างคณะกับหอสมุด ผมก็ได้พบกับพี่ ป.เอก ที่ผมจำหน้าคร่าตาได้แต่กลับจำชื่อไม่ได้ ผมก็ยกมือไหว้ตามธรรมเนียม พี่เขาก็ทักผมกลับมาตามธรรมเนียมด้วยว่า “ไปไหนครับ” ในขณะนั้นเองผมก็กำลังอึ้งและคิดหาคำตอบไม่ได้ ปากผมก็เลยจัดการตอบแทนสมองไปอย่างรวดเร็วว่า “ไปหอสมุดครับ” อ่าวเวรกูว่าจะกลับห้องนี่หว่า ไม่ทันแล้วแครับ พี่แกก็บอกว่า งั้นไปหาหนังสือช่วยพี่หน่อยละกัน ผมก็เออออจนได้มานั่งอยู่หอสมุด ทั้งๆที่ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้จักชื่อเขาเลย หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการอยากเขียนบทความ ผมก็อยากบอกว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกันแต่พออยากเขียนก็ไม่รู้จะเขียนอะไรเลยเขียนเรื่องนี้ละกัน หากินง่ายๆเลยแหละครับ 555

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เดินไปกับความฝัน part1

        วัยเด็กเป็นวัยที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ความฝันหลากหลายถาโถมเข้ามาไม่ได้ขาด เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราสามารถคิดฝันสิ่งต่างๆได้เป็นร้อยๆอย่างในแต่ละวัน แต่ความคิดเหล่านั้นผ่านมาแล้วก็ลอยหายไป จนวันหนึ่งเมื่อเราเติบโตขึ้น ความรู้ที่ได้รับมามากขึ้นทุกวันเริ่มสร้างกำแพงขึ้นมาภายในจิตใจ กำแพงที่คอยขวางกันจินตนาการเหล่านั้นด้วยคำว่าเป็นไปไม่ได้ เป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมการรู้มากขึ้นถึงได้จำกัดเราไว้แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง หรือว่าเป็นที่เราเองกันแน่ที่เชื่ออย่างสนิทใจว่าสิ่งที่ได้ยินมาคือความจริงแน่นอน ถ้าหากมีสิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้สิ่งอื่นเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ใช่อย่างนั้นจริงๆหรือ หากเราทุกคนคิดอย่างนั้นแล้วจะเกิดสิ่งใดขึ้นมาใหม่ละ นี่เป็นคำถามที่ผมได้แต่คิดอยู่เสมอมา

       ในโลกวัยเด็กของผมนั้นช่างแตกต่างไปจากของเด็กคนอื่นๆในวัยเดียวกัน เพื่อนๆส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกับผมมีชีวิตอยู่ด้วยเกม การ์ตูน หรือเรียนพิเศษตั้งแต่อนุบาล สิ่งเหล่านี้พ่อแม่ล้วนสรรหามาเพื่อให้ลูกๆเชื่อฟัง แล้วสำหรับผมหละ ผมจำได้ว่าตั่งแต่สมัยเป็นเด็กสิ่งที่พอแม่พร่ำสอนเสมอมาคือ การช่วยเหลือตนเอง เริ่มตั้งแต่ลุกมานึ่งข้าวตอนตีห้าตั้งแต่เรียน ป.2 ล้างจาน ทำกับข้าว ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ต้องออกไปสวนตั้งแต่เช้ามืด สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมรู้จักกับคำว่าเวลา เวลาที่มากกว่าคนอื่น แทนที่จะตื่นสายแต่ผลกลับต้องตื่นมาแต่เช้า เวลาที่เหลือจากงานที่ต้องรับผิดชอบเหล่านั้นหละที่ผมได้เอาไปใช้ทำอย่างอื่น คือการคิด คิดถึงสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว คิดถึงอนาคต นั่งเพ้อฝันกับตัวเอง แล้วเริ่มลงมือทำอะไรซักอย่าง จากเริ่มคิดกลายเป็นเริ่มทำ จากเริ่มทำต้องกลับมาคิดอีกว่าทำอย่างไรถึงจะทำได้ กระบวนการนี้แหละที่หล่อหลอมผมจนมาเป็นผมทุกวันนี้ เป็นผมที่มองเห็นคุณค่าของความฝัน

       ความฝัน ผมจัดเป็นสิ่งที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา อาจเป็นเพราะความฝันนี่เองที่ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความหมายของชีวิต ความหมายที่บอกว่าทำไมเราถึงต้องมีชีวิตอยู่ ความฝันเข้ามาได้หลากหลายรูปแบบ อาจจะมาในรูปแบบของความกลัว กลัวแล้วเอาไปฝัน หรืออาจจะเข้ามาในรูปแบบของความรู้สึกดีๆที่มีต่อใครคนหนึ่ง อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก หรือความฝันอาจจะมาจากเรื่องราวรอบๆตัวของเรา จากครอบครัว หรือแม้แต่ละครที่ชอบดูบ่อยๆ ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุไหนทุกความฝันล้วนก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความหวัง หวังว่าหลายๆอย่างในชีวิตจะดีขึ้น หวังว่าคนที่เรารักจะรักเรา หวังว่าคนที่เคยโกรธจะให้อภัย และอีกต่างๆมากมายสุดแล้วแต่ว่าใครที่เป็นเจ้าของความหวัง

เดี๋ยวมาต่อในตอนหน้า

 

 

โดยวีระยุทธ  โยตะสิงห์

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Angiogenesis

       Angiogenesis คือ กระบวนการพัฒนาทางกายภาพของเส้นเลือดไปเป็นเส้นเลือดใหม่จากเส้นเลือดเดิม ถือเป็นกระบวนการปกติ และจำเป็นสำหรับการเจริญและพัฒนาของเนื้อเยื่อในร่างกาย ซึ่งมักจะพบในระหว่างการหายของบาดแผล และในเนื้อเยื่อที่กำลังมีการเจริญเติบโต อย่างไรก็ตามกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่นี้ยังพบได้ในเนื้อเยื่อของเซลล์มะเร็งอีกด้วย สามารถแบ่งลักษณะของการเกิด angiogenesis ได้เป็นสองประเภทได้แก่

1. Sprouting angiogenesis หรือการเกิดเส้นเลือดใหม่แบบแตกหน่อออกจากเส้นเลือดเดิม ถือเป็นรูปแบบแรกที่มีการค้นพบ โดยกระบวนการเกิดในขั้นตอนแรกจะเริ่มต้นจากเซลล์ที่ผิวของหลอดเลือด endothelial cell ถูกกระตุ้นจากสัญญาณโมเลกุล (signaling molecules) หรือ growth factor ที่ถูกหลั่งออกมาจากเนื้อเยื่อเป้าหมาย เมื่อ endothelial cell ถูกกระตุ้นจะมีการหลั่ง enzyme ในกลุ่มของ protease ออกมาย่อยเนื้อเยื่อในส่วนของ basement membrane เพื่อเปิดเส้นทางให้มีการเจริญของ endothelial cell ไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย จากนั้นสัญญาณที่ส่งมาจะกระตุ้นให้ endothelial cell เกิดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นและค่อยๆเจริญไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมายในทิศทางที่มีความเข้มข้นของสัญญาณสูง โดยจะมีลักษณะของการเรียงตัวของเซลล์แบบต่อตัวกันไป (tandem) อาศัยการยึดเกาะกันจาก adhesion protein เช่น integrin และมีการฟอร์มรูปร่างเป็นเส้นเลือดในที่สุด จาการศึกษาภายนอกเซลล์พบว่าอัตราการเกิดเส้นเลือดใหม่ด้วยวิธีนี้มีการเจริญเป็นมิลลิเมตรต่อวัน ดัง figure 1clip_image002[4]

2. Intussusceptive angiogenesis หรือ splitting angiogenesis เป็นการเกิดเส้นเลือดใหม่โดยการแยกออกของเส้นเลือดเดิม โดยพบเป้นครั้งแรกในการศึกษาใน neonatal rat ขั้นตอนการเกิดเส้นเลือดใหม่โดยวิธีนี้จะเริ่มจากเซลล์ในผนังด้านในของหลอดเลือดยืดตัวเขามายังช่องว่างระหว่างหลอดเลือด ทำให้มีช่องว่างภายในเส้นเลือดเกิดขึ้นสองส่วน และแยกเป็นเส้นเลือดสองเส้นในที่สุด ลำดับของการเกิดหลอดเลือดใหม่โดยวิธีดังกล่าวแบ่งเป็นสี่ลำดับดังนี้ ขั้นแรกผนังด้านในของหลอดเลือดที่ตรงกันข้ามกันจะเคลื่อนตัวเข้ามายังบริเวณที่จะเกิดการเชื่อมต่อกัน ขั้นที่สอง ช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการที่ endothelial cell เคลื่อนมาหากันจะเป็นส่วนที่มีการจดจำ และหลั่ง growth factor ออกมากระตุ้นให้เซลล์แต่ละด้านเกิดการเพิ่มจำนวนและเชื่อมต่อเป็นผนังเดียวกัน ขั้นที่สาม ส่วนแกนของเส้นเลือดที่เกิดใหม่จะถูกแทนที่ช่องว่างด้วยกลุ้มเซลล์ pericytes และ myofibroblasts ซึ่งเซลล์ทั้งสองชนิดจะทำหน้าที่ในการสร้าง collagen fiber เพื่อให้เกิดส่วนของ extracellular matrix และในขั้นตอนสุดท้าย จะมีการกำจัด pericytes และ myofibroblasts ออกเพื่อให้เกิดเป็นเส้นเลือดที่สมบูรณ์ การเกิดของเส้นเลือดโดยวิธีนี้นั้นจำเป็นอย่างมากเพราะเป็นการเพิ่มปริมาณของเส้นเลือดใหญ่ไปยังอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออื่นซึ่งพบมากในระหว่างการพัฒนาการของตัวอ่อน ดัง figure 2

clip_image003[4]

บทความนี้เรียบเรียงโดย นายวีระยุทธ  โยตะสิงห์ kcc_wera@hotmail.com

Protein folding

Structural analysis of protein folding by the long-chain archaeal chaperone FKBP-26

        FKBP เป็นโปรตีนในกลุ่มของ chaperone โปรตีน มีหน้าที่ในการ refolding โปรตีนที่เสียสภาพ และยับยั้งการตกตะกอนของโปรตีนในหลอดทดลองได้ FKBP พบได้ทั่วไปในสิ่งมีชีวิตทั้ง โปรคาริโอต และยูคาริโอต มีสองชนิด คือ short type (FKBP17-18 kDa) และ long type (FKBP26-30 kDa) เมื่อศึกษาโปรตีน FKBP ในแบคทีเรียกลุ่ม archaeal พบกิจกรรมที่น่าสนใจกล่าวคือ มีการแสดงออกของโปรตีน FKBP-26 สูงมากเมื่อเทียบกับ FKBP-18 ในภาวะที่เลี้ยงในอุณหภูมิสูงกว่า 90 C และมีการยังยั้งการตกตะกอนของโปรตีน lysozyme ในภาวะที่มี DTT จากความน่าสนใจดังกล่าวเมื่อพิจารณาไปที่โครงสร้างของโปรตีนพบว่า FKBP-26 มีส่วนประกอบของโดเมน สามส่วนคือ Insert in flap (IF) domain, FKBP binding domain และ C-terminal domain (CTD) ในขณะที่ FKBP-18 พบแค่สองโดเมนคือ Insert in flap (IF) domain และ FKBP ซึ่งมีการศึกษามาก่อนหน้านี้พบว่าทั้ง IF domain และ FKBP ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการ refolding ในขณะที่ CTD ยังไม่มีการศึกษา ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จึงสนใจศึกษาโครงสร้างของโปรตีน FKBP-26 ทั้งสามโดเมนว่ามีผลต่อ refolding activity และมีการทำงานสัมพันธ์กันอย่างไร โดยการศึกษาผลึกของโปรตีน FKBP-26 ด้วยเทคนิค X-ray crystallography

        การทดลองเริ่มจากการออกแบบ ลักษณะของโปรตีนที่ mutant ของทั้งสามโดเมนดังภาพ โดย FKBP 231 ประกอบด้วยส่วนของ IF, FKBP และ CTD, FKBP 231-DIF ตัดส่วนของ IF ออก, FKBP 150 ตัดส่วน CTD ออก และ FKBP 150-DIF ตัดส่วนของ IF และ CTD ออก ดังภาพที่ 1 จากนั้นทำการโคลยีนและแสดงออกimageโปรตีน FKBP-26 ทั้ง 4 แบบใน E.coli จากนั้นนำไปทดสอบ การยับยั้งการตกตะกอนของ lysozyme ในหลอดทดลอง ผลการทดลองพบว่า FKBP-26 ที่ขาดทั้ง IF และ CTD โดเมน พร้อมกันจะไม่มี refolding activity ในขณะที่การขาดเพียงเพียง IF หรือ CTD เพียงอย่างเดียวจะยังคงมี refolding activity ซึ่งสาสารถสรุปได้ว่าการทำงานของ FKBP-26 อาศัยส่วนของ FKBP เป็นหลักร่วมกับ ส่วนของ IF หรือ CTD อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น จากข้อสรุปดังกล่าวจึงเกิดคำถามต่อมาว่า โดเมนทั้งสามเกี่ยวข้องกันอย่างไรในการเกิดเป็นโครงสร้างสามมิติของโปรตีน FKBP-26 ดังกล่าว

        การทดลองถัดมาเป็นการศึกษาโครงสร้างสามมิติของโปรตีน FKBP-26 ที่มีทั้งสามโดเมนพบว่าโปรตีนFKBP-26 มีลักษณะเป็น homodimer โดยมีส่วนประกอบหลักดังภาพที่ 2 และ 3โดยส่วนของ FKBP จะมีส่วนของ PPI site ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับ peptidyl-prolyl cis/trans isomerases (PPIases) activity ส่วน IF ทำหน้าที่ในการยึด substrate ไว้กับโปรตีน และส่วนของ CTD ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเกิด interaction กันระหว่างสอง monomer ของโปรตีน เพื่อให้เกิดการทำงานของโปรตีนได้อย่างถูกต้อง

image       ข้อมูลจากการงานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเกิดโครงสร้างสามมิติที่ถูกต้องของโปรตีน โดยมี FKBP-26 เป็นโมเดลในการศึกษา โดยแสดงให้เห็นความสำคัญของโดเมนแต่ละตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อการ folding เป็นโปรตีน และโครงสร้างดังกล่าวจะส่งผลไปยังหน้าที่ของโปรตีนนั้นๆด้วย หากมีการขาดหายไปของโดเมนใดๆ ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของโปรตีน ดังแสดงให้เห็นจากการไimageม่พบ refolding activity ใน FKBP 150-DIF ที่ไม่มี IF และ CTDโดเมน หรือหากมีไม่ครบทั้งสามโดเมนถึงจะพบการทำงานแต่ก็พบในอัตราที่ต่ำ ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการศึกษาในโปรตีนชนิดอื่นๆได้ เช่นการ folding ที่ผิดปกติของโปรตีนจนทำให้เกิดโรคต่างๆ เป็นต้น

 

 

 

 

บทความนี้เรียบเรียงโดย นายวีระยุทธ โยตะสิงห์ kcc_wera@hotmail.com

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Ant fibroin

@ANT fibroin

มดแดงกำลังสร้างรังด้วยเส้นใยจากไข่มองมันเอง ถือเป็นการเสียสละชีวิตเพื่อส่วนรวมโดยแท้

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ออกอัลบัม เหงา 555

สกปรก หรือศิลปะ

@home 2 055

บางครั้งบางสิ่งที่เรามองว่าแย่ มันยังมีศิลปะในตัวมัน เช่นยีนตัวนี้

ข้าวที่เรากินอยู่ทุกวัน

@home 2 026

ข้าวที่กินอยู่ทุกวัน คุณเคยเห็นหรือได้สัมผัสต้นข้าวหรือยัง

สว่างสดใส

@home 2 017

แรงบรรดาลใจมันมีอยู่ทั่วไปหมด

สีเขียว


เมื่อมองไปเจอสีเขียวทำให้เราสดชื่นได้เหมือนกัน
Posted by Picasa
















รอยยิ้มมีอยู่มากมายทั่วไป เพียงเราเปิดใจก็จะมองเห็น
Posted by Picasa
















ดอกไม้จะสวยก้ต่อเมื่อได้อยู่บนต้นของมัน
Posted by Picasa
Posted by Picasa

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วันนี้รู้สึกปวดหัวหนึบๆทั้งวันเลย เป็นติดต่อกันาหลายวันมากแล้ว อาจเป็นเพราะว่าช่วงนี้นอนดึกบ่อยากและมักจะนอนไม่ค่อยหลับด้วย อาจจัฃะเป็นเพราะหลายๆเหตุผล แต่ยังไงก็ช่างมันเหอะ แต่วันนี้รู้สึกอยากกลับบ้านมากๆเลย เป็นไรไม่รู้เมื่อคืนก็ฝันไม่ดีเท่าไหร่ อันที่จริงก็ฝันไม่ดีมาหลายวันเหมือนกัน เห้อ เมื่อไรจะได้กลับบ้านนะ อยากกลับมากๆ ไปพักผ่อนจากเรื่องหนักๆที่ถาโถมเข้ามาในช่วงนี้ ไม่ไช่หนีปัญหานะ แต่ตั้งใจว่า เคลียรือะไรเสร็จก่อนค่อยกลัย อย่างน้อนเรื่องสอบจบเสร็จก่อน นี่อาจเป็นกำลังใจเดียวมั้งมที่ทำให้ผมมีแรงเดินต่อ นีคือสิ่งที่าอมาตั้งสามปีกว่า การเรียนจบ อันที่จริงก็ต้องเรียนโทต่อ แต่อย่างน้อยก็ได้ทำให้คนที่ผมรักภูมิใจ แม่ที่ส่งเงินมาให้ไช้ทุกเดือนก็คงจะดีใจที่เด้กน้อยคนนี้เรียนจบเหมือนที่เคยสัยญากับแม่ไว้ว่าจะไม่ทำให้แม่ผิดหวัง ถึงเราจะจนแต่อนาคตจะต้องไม่เป็นอย่างที่แล้วมาแน่นอน
วันนี้ยังได้อ่านหนังสือของนิ้วกลมด้วย เรื่องอาจารย์ในร้านคุ๊กกี้ อ่านใกล้จบแล้วหละ อ่านไปก็นึกในใจว่าทำไมเราไม่เคยมองอย่างที่นิ้วกลมมองเลย อาจเป็นเพราะเราำฃไม่เคยตั้งคำถามกับสิ้งที่อยู่รอบๆตัวเราเลยก็ได้ เมื่อเราไม่ตั้งคำถามเราก็จะไม่มีคำตอบ ชีวิตที่ไร้คำถามก็เหมือนกับชีวิตที่ไม่มีความหวัง สุดท้ายก็จะกลายเป็นไม่มีความหมาย อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆ อย่างน้อยก้ทำให้ผมได้คิดถึงสิ่งที่มีความหมายในชีวิต เราก็ไม่ได้อ่อนแอหรือสิ้นหวัง เรายังมีทางที่จะต้องเดินต่อไป เช่นเดียวกับผู้คนมากมายที่อยู่บนโลกใบนี้
การคอยเตือนให้ตัวเองรู้เสมอว่าเรายังต้องเดินต่อไปข้างหน้า ผมว่ามันทรมานนะ มันให้ความรู้สึกเหมือนเราต้องคอยโดนกระตุ่นจากตัวเิองอยูเสมอ ผมหวังว่าสักวันหนึ่งผมคงจะเดินขึ้นและวิ่งออกไปเองด้วยแรงผลักดันภายใน แทนที่จะมาจากการถูกกดดันจากภายนอกอย่างที่เป้นเช่นทุกวันนี้ วันนั้นผมคงจะมีความสุขนะ แต่อย่างน้อยวันนี้ผมก็มีความสุข อย่างไรก้ตามผใฃมยังจะต้องวางแผนชีวิตมากขึ้นในช่วงนี้ อย่างที่รู้ ว่าเม่ออย่างหนึ่งมีความมั่นคงสูง การเรียน การงานกำลังไปได้สวย แต่ชีวิตที่นอกเหนือจากนั้นมันเป็นช่วงที่ยากมากๆ ยากที่จะต้องตัดสินใจ ยากที่จะต้องคอยทดการกดดัน และจต้องเผื่อใจกับการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่กำลังจาถึงในเร็วๆนี้ ผมรู้มาเสมอว่ามันจะต้องมาถึง ถึงวันที่ความอดทนทั้งหมดได้สิ้นสุดลง การจากลาที่จะทำให้ชีวิตคนเราต้องเปลี่ยนไป คำตอบสำหรับเรื่องนี้ผมมีรออยู่แล้ว แต่แค่ยังไม่อยากตอบออกไปในตอนนี้ แนวทางก็มีแล้วแต่แค่ไม่กล้าพอที่จะเดินตามนั้นไป ผมสงสารเขาเหลือเกินแต่ก้ไม่อยากรั้งเข้าไว้ หรือให้ความหวังเขาอีกแล้ว เพราะการที่คนเราต้องทนเพราะแค่เห็นใจมันทรมานเหลือเกินทั้งกับผม และกับเขาเมือเขารู้ทุกอย่างผมกลัวว่าเขาจะทำบ้าๆลงไป หากเขาเข้มแข็งมากกว่านี้ผมคงตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

บันทึกเรื่อยเปื่อย

sad-5วันนี้รู้สึกว่าจะนอนไม่หลับมาทั้งวันเลย เป็นไรก้ไม่รู้  ตื่นมาก็ปวดหัวชิบหาย แต่ยังไงก็ดีวันนี้ก็ได้ไปเดินดูเครื่อง Ipad ที่ว่าจะซื้อ แต่ราคาแพงมากมาย อดใจรอตอนเข้าไทยดีกว่า ก้เลยคิดว่าจะซื้อคอมใหม่ดีกว่า เอาแบบว่า แรงๆจะได้ทำงานกราฟฟิคได้เต็มเหนี่ยวไปเลย 

เรื่องดีๆที่เกิดขึ้นในวั้นนี้ อันนี้คิดนานหน่อยเพราะวันนี้ไม่ได้ออกจากห้องไปใหนซะเท่าไหร่เลย แต่ก็มีเรื่องดีๆนะ วันนี้ได้กิน Ice monster ด้วยหละ อร่อยมากมาย อิๆ มะพร้าวกะทินุ่มๆ อร่อยที่สุดในโลกไปเลย

เรื่องดีอีกเรื่องหนึ่งก้คือ พรุ่งนี้จะได้ไปปล่อยปลาที่บึงสีฐาน นัดเพื่อนและพี่เอาไว้ จะได้ไปทำสิ่งดีๆให้เราสบายใจซะที ส่วนเรื่องการเขียนงานก้คงรอไปอีกวันหนึ่ง อิๆ

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

After Process

Tu edit110

ดอกไม้ที่บ้านต่อ..

Test

อันนี้ผ่านการ Process พร้อมกับลงลายน้ำมาแล้วนะ

กลับไปเดินเล่นที่บ้านมา

@home 043

กลับไปคราวนี้แม่ปลูกดอกไม้ไว่เยอะเลย ก็เลยถ่ายมาฝากกัน เดี๋ยวจะมีตามมาอีกนะ